วิธีอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน
เมษายน 30, 2008
บทความโดย สลิล โตทับเที่ยง
ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง
ผมได้รับคำถามจากคนที่รู้จัก รวมทั้งสื่อมวลชนด้วยว่า ในวิกฤติราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นไปเกือบ 100 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล สินค้าหลายรายการทยอยกันปรับขึ้นราคาตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ทำไมสินค้าในบริษัทของผม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบคืออาหารทะเล กลับยังคงตรึงราคาเดิมอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ทราบกันดีว่าอาหารทะเลนั้น ต้นทุนหลักของชาวประมง 80% มาจากราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น แน่นอนครับอาหารทะเลก็ต้องปรับราคาขึ้นตามไปด้วย
ผมขอเรียนให้ทราบดังนี้ครับ ถือว่าเป็นการพูดคุยกันในประเด็นด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากผมได้รับคำถามนี้ค่อยข้างจะบ่อย แล้วเรื่องของราคาน้ำมันที่ส่งผลให้สินค้าขึ้นราคา ก็เป็นประเด็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างมากในขณะนี้
การที่สินค้าขึ้นราคา ทุกบริษัทจะอ้างเหตุผลเดียวกันหมดคือเป็นเพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น สำหรับบริษัทของผมก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันครับ ทั้งเรื่องของวัตถุดิบที่เป็นอาหารทะเล สินค้าสำเร็จรูป และแผ่นเหล็กที่นำมาใช้ผลิตกระป๋องซึ่งมีการปรับราคาสูงขึ้น แต่เนื่องจากบริษัทฯ ได้มีการวางแผนล่วงหน้าในการจัดหาวัตถุดิบบางอย่าง เพราะเราได้คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า ปีนี้ต้นทุนการผลิตสินค้าจะปรับสูงขึ้น
เพราะฉะนั้นวัตถุดิบที่เรามีอยู่ขณะนี้คงจะเพียงพอในการผลิตสินค้าไปจนกระทั่งสิ้นปี ในช่วงเวลานี้จึงทำให้เราสามารถที่จะแบกรับกับต้นทุนที่ขยับขึ้นได้
อีกประการหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญเช่นกันก็คือ ในบริษัทฯ ได้อาศัยความร่วมมือจากพนักงานทุกคนเพื่อช่วยกันลดต้นทุนการผลิต เช่น การขอความร่วมมือพนักงานให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ร่วมกันประหยัดพลังงาน ร่วมกันลดของเสีย เพิ่มมูลค่าของสินค้า และควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่วนนี้จะเป็นวิธีที่เราจะสามารถลดต้นทุนสินค้าไม่ให้ขยับขึ้นไปตามราคาน้ำมันได้
อีกด้านหนึ่งก็คือเราได้บริหารต้นทุนในเรื่องค่าการตลาด เช่น การตัดงบโฆษณาบางตัวออก เพื่อนำส่วนนั้นมาเฉลี่ยกับค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่สูงขึ้น รวมทั้งยังเป็นแนวคิดของท่านประธานกรรมการบริษัท คุณสุรินทร์ โตทับเที่ยง ซึ่งต้องการจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการตรึงราคาสินค้า เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือนร้อนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จะได้ไม่เป็นการซ้ำเติมผู้บริโภคในช่วงที่สินค้าอื่นๆ ขึ้นราคา หากเรายังประคองได้ก็ต้องช่วยกันประคับประคอง
แต่สำหรับปีหน้านั้นก็ยังไม่ทราบว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ช่วงปลายปีนี้คงต้องมีการหารือ สรุป และประเมินผลกันอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นก็เป็นวิธีการที่บริษัทฯ ผมใช้อยู่ในปัจจุบันครับ ส่วนท่านอื่นมีวิธีการอย่างไร ที่จะทำให้สถานประกอบการดำเนินกิจการอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤตการณ์เช่นนี้ ก็ช่วยกันนำเสนอ แลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นกัน เพื่อเราจะได้นำแนวคิดหรือไอเดียใหม่ๆ ไปปรับใช้กับกิจการของแต่ละคนครับ